ความสุขที่สุดในโลก

Keep Reading ...

happiness

คนที่มีความสุขที่สุดในโลก ไม่ใช่คนที่ร่ำรวย

คนที่มีความสุขที่สุดในโลก ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ

แต่คนที่มีความสุขที่สุดในโลก คือ คนที่มีความสบายใจเท่านั้นเอง

และความหมายของความสบายใจ คือ

1. เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เชื่อว่าคุณมีดี และคุณทำได้

2. รู้จักตัวเอง ยอมรับในข้อบกพร่องของตัวเอง และพร้อมจะปรับปรุงเสมอ

3. ไม่ดื้อดึง ถ้าวันวานคุณเคยทำผิดพลาด คุณก็ยินยอมเปลี่ยนแปลงและรับฟังคนอื่น

4. เห็นค่าของตัวเอง คุณไม่คิดว่าตัวเองช่างไร้ค่า คุณจึงมีความสุขในใจเสมอ

5. วิ่งหนีความทุกข์ เมื่อรู้ตัวว่าตกลงไปในความทุกข์ คุณก็รีบหาทางหลุดพ้น ไม่จมอยู่กับมัน

6. กล้าหาญเสมอ คุณกล้าเปลี่ยนแปลงและกล้ารับมือกับสิ่งแปลกใหม่หรือปัญหาต่างๆ

7. มีความฝันใฝ่ เมื่อชีวิตมีจุดหมายคุณก็จะเดินไปบนถนนชีวิตอย่างมีความหวัง ไม่เลื่อนลอย

8. มีน้ำใจอาทร คุณพบความสุขในใจเสมอถ้าเป็นผู้ให้แก่ผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

9. นับถือตัวเอง ไม่ดูถูกตัวเองด้วยการลดคุณค่าและทำในสิ่งที่เสื่อมเสียต่อตัวเอง

10. เติมสีสันสร้างรอยยิ้มให้ชีวิตของคุณและคนรอบข้างรู้จักหยอกล้อคนอื่นๆ และตัวเองด้วย

ความสุขนั้นคือพอใจกับวิถีชีวิตของตัวเอง และวางฝันของตัวเองตามกำลังที่ตนทำได้ การได้รับวัตถุและความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทำให้คุณพึงพอใจและยกระดับฐานะของคุณเท่านั้น เป็นการสร้างเสริมความสุขเพียงภายนอก และมันมิได้อยู่กับคุณอย่างมั่นคงถาวรตลอดไป เพราะคนเรานั้นย่อมมีความต้องการเพิ่มขึ้นเสมอไม่มีวันหยุดนิ่ง

ความสุขที่แท้จริงเกิดจากข้างในจิตใจของคนเรา และถ้าจิตใจของคุณไม่ว่าง เต็มไปด้วยอารมณ์อันตรายต่าง ๆ ความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง เพราะความสุขนั้นมักเกิดขึ้นท่ามกลางความสงบเสมอ

ชีวิตของคนเรานั้นไม่ยืนยาวนัก คุณสามารถหาความสุขให้ตัวเองได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องมุ่งหวังยามแก่เฒ่า ค่อยอยู่อย่างสงบสุขอย่างที่หลายคนเชื่อกัน เชื่อเถอะ เราจะสามารถมีความสุขที่สุดในโลกได้ ในตอนนี้ ถ้าเราเริ่มจากตัวเราเอง !!!

ความสุขเริ่มได้ด้วยตัวคุณเองค่ะ :)

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก Siam South ค่ะ

=Maki=

น้ำแอปเปิล… เสริมความจำ

Keep Reading ...

20090422_5ea3974cbc38fc04967fdke9bnlmpdq8untitled53694

บรรดาผู้ที่ติดตามข่าวคราวทางสุขภาพคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า An apple a day keeps the doctor away ซึ่งเปรียบสรรพคุณของแอปเปิลว่า การรับประทานแอปเปิลเพียงวันละผล สามารถทำให้ห่างไกลจากหมอหรือไม่ต้องไปหาหมอ ทั้งนี้เนื่องมาจากมีงานวิจัยหลายชิ้น กล่าวถึงประโยชน์มากมายของแอปเปิล ทั้งบำรุงหัวใจ ลดโคเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหารและต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยลดการถูกโรคร้ายทั้งหลายคุกคาม และล่าสุดพบว่าการดื่มน้ำแอปเปิล ยังอาจช่วยเสริมความจำ และป้องกันภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้

จากการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองของ University of Massachusettse Lowell (UML) เผยว่าการดื่มน้ำแอปเปิลอาจช่วยเพิ่มการสร้างของสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า อะซีทิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถในการเรียนรู้และความทรงจำ จึงช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมได้ ปกติแล้วสารสื่อประสาททั้งหลาย รวมทั้งสารอะซีทิลโคลีน เป็นสารเคมีที่ถูกสร้างและหลั่งมาจากเซลล์ประสาทเพื่อส่งต่อไปยังเซลล์ประสาทข้างเคียง เหมือนเป็นการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกัน ในการควบคุมการทำงานของทุกส่วนในร่างกาย ตั้งแต่การนั่ง นอน ยืน เดิน รับประทาน รู้สึกและสัมผัส รวมถึงการนึกคิด

ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยเผยว่า โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมอง จนก่อให้เกิดความบกพร่องทางความทรงจำ การตัดสินใจหรือการใช้เหตุผล โดยมักมีอาการหลงลืม สับสนหรืออารมณ์แปรปรวน ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้สูงอายุนั้น จะมีปริมาณของสารอะซีทิลโคลีนในสมองน้อยกว่าปกติมาก อย่างไรก็ตามหากมีการเพิ่มปริมาณของสารอะซีทิลโคลีน ก็สามารถช่วยเพิ่มความทรงจำ ลดการหลงลืมและสามารถชะลอภาวะเสื่อมของสมองในผู้ที่เป็นอัลไซเมอร์ได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่เผยว่า ผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างพวกบลูเบอร์รี แอปเปิลนั้น ก็มีส่วนช่วยชะลอภาวะความจำเสื่อมในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ และยังให้ผลดีกว่าพวกอาหารเสริม หรือวิตามินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระทั้งหลาย

โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาในหนูทดลองปกติวัยผู้ใหญ่ วัยชรา และหนูทดลองสายพันธุ์พิเศษ ที่มีการตัดต่อพันธุกรรม จนสามารถเกิดอาการของโรคอัลไซเมอร์ แบบเดียวกับที่เกิดในคน โดยแบ่งให้รับประทานอาหารปกติ อาหารที่ขาดสารอาหารจำเป็น หรืออาหารที่ขาดสารอาหารที่จำเป็น แต่รวมกับการดื่มน้ำแอปเปิลเข้มข้นแทนน้ำ เป็นเวลา 1 เดือน พบว่าหนูปกติ วัยชรา และหนูที่เป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งรับประทานอาหารที่ขาดสารอาหารที่จำเป็น จะมีปริมาณของสารอะซีทิลโคลีนในเนื้อสมองลดลง แต่ปริมาณของสารนี้กลับเพิ่มสูงขึ้น ในหนูที่ดื่มน้ำแอปเปิลเข้มข้นร่วมด้วย อีกทั้งเมื่อนำหนูเหล่านี้ไปทดสอบเกี่ยวกับการเรียนรู้และความจำ พบว่าหนูที่ดื่มน้ำแอปเปิลเข้มข้น จะมีพฤติกรรมการเรียนรู้ และความจำที่ดีกว่าหนูที่ไม่ดื่มน้ำแอปเปิล

จึงเป็นไปได้ว่าการดื่มน้ำแอปเปิลเข้มข้นอาจช่วยเสริมความจำ โดยมีผลการเพิ่มปริมาณของสารสื่อประสาทอะซีทิลโคลีน ที่ช่วยกระตุ้นความทรงจำ เพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพการเรียนรู้ อีกทั้งช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง อันเนื่องมาจากอายุที่มากขึ้น และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งน้ำแอปเปิลเข้มข้น ที่ให้หนูกินในแต่ละวัน สามารถเทียบได้กับการดื่มน้ำแอปเปิลเข้มข้นแก้วละ 8 ออนซ์ วันละ 2 แก้ว หรือเท่ากับการรับประทานแอปเปิลวันละ 2-3 ลูก

Source  : Health Today Magazine

ความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

Keep Reading ...

bermuda_triangle

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอ็ตแลนติคภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนเหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดา-และจากฟลอริดามุ่งตรงไปทางตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณาบริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยม และอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเรา ในปัจจุบันเป็นสิ่งลึกลับและเหลือเชื่อหากจะบอกท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่อง และเรือเดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใดๆของเรือ หรือเครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม เบอร์มิวดายังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ชาติต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้ ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้า ก็หาสาเหตุแห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไม่

เครื่องบินที่หายไปเหนือพื้นทะเลแห่งนี้ ส่วนมากก่อนที่จะหายการติดต่อกับฐานปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทางเป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบ และแจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใดๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไปอย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่จะแจ้งข่าว-ทาง วิทยุให้หน่วยควบคุม การบินทราบได้ แต่ก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบินมีเวลาพอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติมายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุก
รายต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า
ไม่สามารถควบคุมกลไกต่างๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุนปั่นไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้งๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุได้

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.thamwebsite.com

=maki=

เค้กแต่งงาน กับ ความหมายหวานๆ

Keep Reading ...

wedding-cake-03wedding-cake-toppers

เค้กแต่งงานเปรียบเป็นสัญลักษณ์ของจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ของคู่รัก เพราะเมื่อจบพิธีตัดเค้ก บ่าวสาวผลัดกันป้อนเค้กให้แก่กัน ทันทีที่เนื้อเค้กแสนหวานเคลื่อนสู่กระเพาะ เป็นเหมือนระฆังที่ลั่นบอกให้ทุกคนและสาธารณชนรับรู้ว่า ชีวิตจากนี้ไปจะมีเพียงเราและเราเท่านั้น

ทำไมงานแต่งงานต้องมี เค้กแต่งงาน

ย้อนกลับไปราว 5,000 ปีก่อน บ่าวสาวชาวกรีกต้องนำขนมปัง ผลไม้ และน้ำผึ้ง ไปบวงสรวงเทพเจ้า เพื่อขอพรแห่งความสุข ความเจริญ สำหรับชีวิตคู่ ต่อมาในสมัย แองโกลแซกซอน แขกรับเชิญในงานแต่งงานจะนำขนมปังมาร่วมพิธีด้วยโดยจะนำขนมปังเหล่านั้นมา กองซ้อนกันไว้แล้วให้คู่บ่าวสาว มาจุมพิตเหนือกองขนมปังนี้โดยมีแขกเหรื่อเป็นพยานรัก

จุดพลิกผันของวงการเค้กแต่งงาน เกิดขึ้นในครึ่งหลัง ของศตวรรษที่ 17 เมื่อพ่อครัวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งนำน้ำตาล มาบดเป็นผงละเอียดเพื่อตกแต่งหน้าขนมปัง เปลี่ยนขนมปังธรรมดาๆให้กลายสภาพเป็นเค้กแสนวิจิตรอลังการ จากนั้นเค้กแต่งงานก็มีวิวัฒนาการเรื่อยมา

ชาวยุโรปมีความเชื่อว่าเค้กเป็น หัวใจของงานแต่งงาน ที่เห็นกันโดยทั่วไปมีชื่อว่า Bride’s Cake หรือเค้กเจ้าสาว โดยในประเพณีเก่าแก่ของชาวตะวันตกจะมี Groom’s Cake หรือเค้กเจ้าบ่าวอีกก้อนซึ่งมีขนาดเล็กกว่า และทำเป็นเค้กผลไม้ หลังเสร็จพิธีจะนำมาตัดเป็นชิ้นๆ ใส่กล่องสีขาวผูกริบบิ้นสีเงิน หรือกล่องที่มีอักษรย่อของบ่าวสาว แล้วนำไปวางไว้หน้าประตู เพื่อให้แขกนำกลับไปฝากผู้ที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ เชื่อกันว่าสาวโสดคนไหนเอาเค้กชิ้นนี้ใส่ไว้ใต้หมอนจะฝันเห็นเนื้อคู่ของตน (ดีกว่าเอาหิ่งห้อยใส่ไว้ใต้หมอนอีกแฮะ เพราะอย่างหลังฝันเห็นเจ้าหญิงเจ้าชายใครก็ไม่รู้)

ส่วนเนื้อเค้ก แบบเค้กจะเป็นอย่างไร ติดตามตอนต่อไปได้ค่ะ

ขอบคุณนิตยสาร we magazine

=maki=


ศัพท์ภาษาไทยกับคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ ผิดๆ ถูกๆ

Keep Reading ...
โลกของวิทยาการและเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาตลอดเวลา ถึงขนาดที่ว่าถ้าคุณไม่ได้ติดตามเรื่องราวของเทคโนโลยีไปหนึ่งวัน คุณก็อาจจะตกเทรนด์เทคโนโลยีไปเลยก็ว่าได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีคำศัพท์ทางด้านเทคโนโลยี ทางด้านคอมพิวเตอร์ออกมาใหม่ ๆ มากมาย ผู้ใช้อย่างเรา ๆ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในแวดวงนี้โดยตรงจึงต้องตามให้ทันคำศัพท์ใหม่ ๆ เหล่านี้ แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการ แม้ว่าเราจะติดตามสถานการณ์เทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลาแล้วก็ตามที แต่ก็ยังพบว่ายังมีการใช้คำศัพท์ทางด้านนี้ผิด ๆ ถูก ๆ อยู่เสมอ

จากการที่ได้เข้าร่วมฟังอภิปราย พบว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่ทำให้มีการใช้คำศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างผิด ๆ มักจะมีให้เห็นตามสื่อต่าง ๆ ที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชน บทความผลงานวิชาการตามสถาบันการศึกษา อันเกิดมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความเข้าใจผิด และใช้คำผิด ๆ นั้นมาจนกลายเป็นเรื่องปกติ กลายเป็นสิ่งที่เคยชินไปแล้วในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัญหาการใช้ศัพท์ไม่ถูกต้องดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นจากปัญหาในหลาย ๆ รูปแบบ ดังต่อไปนี้คำทับศัพท์ที่มักจะเขียนผิด

การบัญญัติศัพท์ในบางครั้งจำเป็นต้องใช้คำทับศัพท์ แต่ก็มักจะมีผู้ใช้สับสน เขียนผิดเนื่องจากไม่รู้วิธีการเขียนคำทับศัพท์ที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น

internet อินเทอร์เน็ต เขียนเป็น อินเตอร์เน็ต
digital ดิจิทัล เขียนเป็น ดิจิตอล
graphic กราฟิก เขียนเป็น กราฟฟิก
click คลิก เขียนเป็น คลิ๊ก
mouse เมาส์ เขียนเป็น เม้าส์
electronics อิเล็กทรอนิกส์ เขียนเป็น อิเล็กโทรนิคส์
web site เว็บไซต์ เขียนเป็น เว็บไซท์
script สคริปต์ เขียนเป็น สคริปท์
software ซอฟต์แวร์ เขียนเป็น ซอฟท์แวร์
browser เบราว์เซอร์ เขียนเป็น บราวเซอร์
bandwidth แบนด์วิดท์ เขียนเป็น แบนด์วิดธ์
e-mail อีเมล เขียนเป็น อีเมล์
supercomputer ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เขียนเป็น ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์

ศัพท์บัญญัติที่มักเขียนผิด

ศัพท์บัญญัติบางคำที่บัญญัติขึ้นมามีผู้นิยมใช้อยู่เป็นจำนวนมาก แต่มักจะเขียนผิดอยู่เสมอก็มีเช่น
Globalization แปลตามศัพท์บัญญัติว่า โลกาภิวัตน์ แต่มักเขียนผิดเป็น โลกาภิวัฒน์
Video แปลตามศัพท์บัญญัติว่า วีดิทัศน์ แต่มักเขียนผิดเป็น วิดีทัศน์ , วีดีทัศน์คำที่คนนิยม แต่ไม่ถูกหลักการแปล

มีคำศัพท์ทางคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศหลายคำที่ถูกแปลขึ้นมาใช้ก่อนที่ทางราชบัณฑิตยสารจะบัญญัติศัพท์ขึ้นมา และมีการใช้กันในวงกว้าวจนหลาย ๆ คนเข้าใจว่าเป็นคำแปลที่ถูกต้อง แต่จริง ๆ แล้วเป็นคำที่แปลออกมาอย่างผิดหลักการแปลโดยสิ้นเชิง เช่น
Computer Assisted Instruction หรือ CAI ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า การสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วย แต่คนกลับนิยมใช้คำว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่ง เป็นการแปลอย่างตรงตัวตามคำแต่ละคำและใช้กันอย่างกว้างขวางในแวดวงการศึกษา อาจจะเป็นเพราะเป็นคำที่พูดเข้าใจง่าย และเห็นภาพ จึงทำให้สถาบันการศึกษา ทั่วไปใช้คำ ๆ นี้กันจนติดปาก แต่ถ้าคำนึงถึงหลักการแปลและหลักความจริงแล้วถือว่าผิดหลักเป็นอย่างยิ่ง เพราะคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งไม่มีชีวิต ไม่สามารถจะช่วยสอนได้ คอมพิวเตอร์ เป็นเพียงอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่บรรจุความรู้ บรรจุบทเรียนที่ผู้สอนถ่ายทอดมายังผู้เรียน คอมพิวเตอร์จึงเป็นเพียงสื่อตัวหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนเท่านั้น
Office automation ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า การทำสำนักงานให้เป็นอัตโนมัติ ิแต่คนนิยมใช้คำว่า สำนักงานอัตโนมัติ ถ้าแปลว่า สำนักงานอัตโนมัติก็จะหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างในสำนักงานล้วนแต่เป็น อัตโนมัติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเป็นอัตโนมัติที่กำลังกล่าวถึง หมายถึงงานที่จัดสร้างให้ความเป็นอัตโนมัติ อันได้แก่ งานเอกสาร งานสื่อสาร งานสนับสนุนผู้ปฏิบัติงาน เช่น การประชุมนัดหมาย การกำหนดตารางเวลานัดหมาย เวลาทำงาน
Portal web ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า เว็บศูนย์รวม แต่มีคนใช้คำว่า เว็บท่า และปรากฎว่ามีคนใช้ตามกันจำนวนมาก ความจริงแล้ว portal แปลว่า ประตูใหญ่ แต่คำว่า ท่า ในภาษาไทย จะหมายถึง ท่าเรือ ท่าน้ำ หรือ ท่ารถ เฉพาะคำว่า ท่าเรือเท่านั้น ที่มีความหมายตรงกับคำว่า port แต่ท่าน้ำและท่ารถไม่ได้ใช้คำนี้ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใหม่ โดยใช้คำว่า เว็บศูนย์รวม แทนศัพท์ที่ไม่นิยมใช้ศัพท์บัญญัติ แต่ใช้ทับศัพท์

คำศัพท์บางคำที่ทางราชบัณฑิตยสถานบัญญัติขึ้นมา ไม่เป็นที่นิยมใช้ เนื่องจากผู้ใช้คิดว่าคำที่บัญญัติขึ้นมานั้นไม่สามารถสื่อความหมายทำความ เข้าใจได้ดีเท่ารูปศัพท์เดิม จึงนิยมใช้คำศัพท์มากกว่าคำที่บัญญัติขึ้นมา เช่น
Plotter ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า เครื่องวาด แต่นิยมใช้คำทับศัพท์ว่า พล็อตเตอร์
Transponder ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า ช่องรับส่งผ่านสัญญาณ แต่นิยมใช้คำทับศัพท์ว่า ทรานสพอนเดอร์
Compiler ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า ตัวแปลโปรแกรมและโปรแกรมแปลโปรแกรม แต่นิยมใช้คำทับศัพท์ว่า คอมไพเลอร์
Scanner ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า เครื่องกวาดตรวจ แต่นิยมใช้คำทับศัพท์มากกว่า
Smart card ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า บัตรเก่ง แต่นิยมใช้คำทับศัพท์ว่า สมาร์ตคาร์ด
Icon ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า สัญรูป แต่นิยมใช้คำทับศัพท์ว่า ไอคอน
Protocol ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า เกณฑ์วิธี แต่นิยมใช้คำทับศัพท์ว่า โพรโทคอลคำที่แปลผิดความหมาย

คำศัพท์บางคำผู้แปลแปลขึ้นมาโดยเข้าใจว่า เป็นคำแปลที่ถูกต้อง จึงเผยแพร่จนเกิดการนิยมใช้อย่างแพร่หลาย แต่ปรากฎว่าเป็นคำแปลที่ผิด สื่อความหมายที่ผิดเพี้ยนไปจากรูปศัพท์เดิมอย่างสิ้นเชิง การแก้ไขก็ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะมีการใช้กันในวงกว้างจนกลายเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป เช่น
graph กราฟ หรือที่ใช้ในวงวิชาการว่า แผนสถิติ แต่ปรากฎว่าในโปรแกรม Microsoft Office กลับใช้คำว่า แผนภูมิ ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า chart ไม่ใช่ graph
virtual reality ความเป็นจริงเสมือน (หมายถึงการที่ผู้ใช้ใส่ถุงมือสัมผัสและจอภาพสวมศรีษะแล้วจะเสมือนเข้าไป อยู่ในความจริงของสิ่งแวดล้อมที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้น) แต่เรามักจะพบว่ามีการแปลคำว่า virtual reality ว่า ความจริงเสมือน ซึ่งหากจะใช้คำว่าความจริงแล้วรากศัพท์ต้องมาจากคำศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า truthคำที่ไม่ได้บัญญัติแต่คนเข้าใจผิดคิดว่าบัญญัติ

มีคำศัพท์หลาย ๆ คำที่ใช้คำแปลก ๆ ที่เรา ๆ ท่าน ๆ เคยได้ยินกันมา และหลายคนก็เข้าใจว่าเป็นคำที่ทางราชบัณฑิตยสถานเป็นผู้บัญญัติขึ้นมา แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ คำศัพท์เหล่านี้เป็นคำศัพท์ที่นักวิชาการท่านหนึ่ง แปลความหมายขึ้นมาอย่างตรงตัว (เกินไป) แต่เป็นคำที่อ่านแล้วแปลก ตลก จึงทำให้คนจำได้แม่นยำและนำไปพูดต่อ ๆ กันไป เช่น
Intelligence คำ ๆ นี้มีความหมายหลายอย่าง อาจจะหมายถึง ข่าวกรอง หรือความฉลาด ก็ได้ แต่เมื่อนำคำนี้มาใช้ในแวดวงคอมพิวเตอร์ คณะกรรมการผู้บัญญัติศัพท์ได้เลือกบัญญัติศัพท์ต่างกันตามบริบท เช่น
Intelligent building ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า อาคารอัจฉริยะ
artificial intelligence ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันอยู่แล้วก่อนที่จะบัญญัติคำที่ไม่ได้บัญญัติแต่คนเข้าใจผิดคิดว่าบัญญัติ

มีคำศัพท์หลาย ๆ คำที่ใช้คำแปลก ๆ ที่เรา ๆ ท่าน ๆ เคยได้ยินกันมาและหลายคนก็เข้าใจว่าเป็นคำที่ทางราชบัณฑิตยสถานเป็นผู้ บัญญัติขึ้นมา แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่คำศัพท์เหล่านี้เป็นคำศัพท์ที่นักวิชาการท่านหนึ่งแปลความหมาย ขึ้นมาอย่างตรงตัว (เกินไป) แต่เป็นคำที่อ่านแล้วแปลก ตลก จึงทำให้คนได้แม่นยำและนำไปพูดต่อ ๆ กันไป เช่น
hardware คนเข้าใจผิดว่าราชบัณฑิตสถานบัญญัติว่า กระด้างภัณฑ์ แต่ศัพท์บัญญัติที่ถูกต้องคือ 1. ส่วนเครื่อง , ฮาร์ดแวร์ 2. ส่วนอุปกรณ์, ฮาร์ดแวร์
software คนเข้าใจผิดว่าราชบัณฑิตยสถานบัญญัติว่า ละมุนภัณฑ์ แต่ศัพท์บัญญัติที่ถูกต้องคือ ส่วนชุดคำสั่ง , ซอฟต์แวร์
joystick คนเข้าใจผิดว่าราชบัณฑิตยสถานบัญญัติว่า แท่งหรรษา แต่ศัพท์บัญญัติที่ถูกต้อง คือ ก้านควบคุม
pop-up menu คนเข้าใจผิดว่าราชบัณฑิตยสถานบัญญัติว่า เมนูโผล่ แต่ศัพท์บัญญัติที่ถูกต้อง คือ รายการเลือกแบบผุดขึ้น
pop-up window คนเข้าใจผิดว่าราชบัณฑิตยสถานบัญญัติว่า หน้าต่างโผล่ แต่ศัพท์บัญญัติที่ถูกต้อง คือ หน้าต่างแบบผุดขึ้น วินโดว์แบบผุด
Windows คนเข้าใจผิดว่าราชบัณฑิตยสถานบัญญัติว่า พหุบัญชร แต่ศัพท์บัญญัติที่ถูกต้อง คือ วินโดวส์ แต่ถ้า ไม่เติม s จะใช้คำว่า หน้าต่าง วินโดว์ส่งท้าย

ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้ศัพท์คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ ปัญหาดังกล่าวหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก็จะกลายเป็นความเคยชิน ทำให้ภาษาผิดเพี้ยนไปในที่สุด ทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงไม่ควรเพิกเฉยและปล่อยให้เป็นเพียงหน้าที่คนของใครหรือ หน่วยงานเพียงหน่วยใดหน่วยหนึ่งเท่านั้น แต่ควรจะช่วย ๆ กันแก้ไข วิธีการแก้ไขที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ก็คือ เผยแพร่คำศัพท์ที่ถูกต้องออกไป ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ผู้สอน นักเรียน นักศึกษา ผู้เขียนบทความทางวิชาการทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเผยแผพร่อ อกสู่สาธารณชน หรือ สื่อมวลชนควรจะช่วยกันในจุดนี้ เพื่อให้ภาษาที่ใช้กันเป็นภาษาสากล เป็นภาษาที่ถูกต้อง ไม่วิบัติไปหมือนที่หลาย ๆ ฝ่ายกำลังวิตกกังวลอ้างอิง

เอกสารประกอบการอภิปรายเรื่อง การบัญญัติศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ของราชบัณฑิตยสถาน
ขอน้อมคารวะ ขอบคุณ
http://www.ku.ac.th/e-magazine/january47/it/com.html
อาลักษณ์ ๒๐๐๙

ว่าด้วยเรื่องแพทย์แผนจีน ตอนที่ 1

Keep Reading ...

เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 1) รักษาปรากฏการณ์และธาตุแท้

วันนี้มีเรื่องผู้ป่วยมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์แพทย์แผนจีนได้ชัดเจนขึ้น

ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ
ราย หนึ่งได้รับการเยียวยาด้วยยากดการทำงานของต่อมไทรอยด์ และยาลดอาการใจสั่นอยู่ นานประมาณ 2 ปี ผลการรักษาไม่ค่อยได้ผล ผู้ป่วยจึงได้รับการแนะนำให้กินน้ำแร่ และได้ยารักษาภาวะไทรอยด์ต่ำ (ยาฮอร์โมนไทรอยด์) มากิน

1 ปีหลังจากการกินน้ำแร่ ผู้ป่วยเปลี่ยนจากโรคภาวะไทรอยด์เกิน (เป็นพิษ) กลายเป็นผู้ป่วยภาวะฮอร์โมนไทรอยด์พร่อง (ขาด) เปลี่ยนจากอาการขี้ร้อน หงุดหงิด นอนไม่หลับ กลายเป็นคนหนาวง่าย เฉื่อยชา ง่วงนอนเก่ง

ถ้า มองโดยภาพรวมเหมือนตาชั่งที่มี 2 ข้าง แต่เดิมน้ำหนักถ่วงมาก ข้างหนึ่งเกิดการเสียสมดุล พอรักษาจบกระบวนความ กลายเป็นตาชั่งเอียงมาอีกข้างหนึ่ง

ความจริงเราต้องการตาชั่งให้มีความสมดุล ไม่ใช่ต้องการเอียงไปอีกข้างหนึ่ง การรักษาแบบนี้ถือว่ายังไม่ใช่การรักษาในเชิงอุดมคติ

สาเหตุของต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน
ปกติ การทำงานของต่อมไทรอยด์อยู่ภายใต้การควบคุมของต่อมใต้สมอง ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นให้ทำงานมาก แต่ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานมาก ต่อมใต้สมองจะลดการหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นทำให้ทำงานน้อยลง

ผู้ป่วย ไทรอยด์เป็นพิษ คือผู้ป่วยที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน โดยต่อมใต้สมองไม่สามารถควบคุมได้ ฮอร์โมนไทร็อกซีนที่มากเกินก็จะกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆ ให้ทำงานมากผิดปกติ เกิดอาการต่างๆ เช่น มือสั่น หงุดหงิด ขี้ร้อน โมโหง่าย กินจุ น้ำหนักลด นอนไม่หลับ ความดันสูง เป็นต้น

มองแบบแพทย์จีน : ภาวะยินพร่อง ไฟกำเริบ
ร่าง กายผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษจะมีภาวะหยางมาก หรือมีไฟ ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ การกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ มากกว่าปกติ มีลักษณะไปทางหยาง เช่น หิวเก่ง ใจสั่น รู้สึกร้อน ความดันสูง หงุดหงิด ท้องเสีย เป็นต้น

ความผิดปกติของร่างกายมีผลต่อระบบฮอร์โมน หลายชนิด หลายระบบ ตั้งแต่ระบบประสาทอัตโนมัติ ต่อมหมวกไต ระบบไฮโพทาลามัส ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ ต่อมเพศ ยังทำให้ระดับ C-AMP ในเลือดสูงขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลงอีกด้วย

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากภาวะการเสียสมดุลแพทย์จีนเรียกว่า “ยินพร่อง” เป็นภาวะที่เซลล์แห้ง ขาดสารยิน (ขาดสารน้ำและของเหลวภายในเซลล์) ทำให้เกิดความร้อนภายในเซลล์ ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกระบบของร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะตัวต่อมไทรอยด์เท่านั้น

การแก้ปัญหาหรือมุ่งเน้นที่ตัวไทรอยด์อย่างเดียวจึงมีลักษณะจำเพาะเกินไป
การ รักษาแผนปัจจุบันใช้กลุ่มยาต้านไทรอยด์ (antithyroid drug) เช่น เมทิมาโซล (methimazole) หรือโพรพีลไทโอยูราซิล (propylthiouracil)

ถ้ารักษา 18-24 เดือนไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณากินน้ำแร่หรือการผ่าตัด
การผ่าตัดยุ่งยากกว่า เพราะอาจมีโอกาสตัดต่อมพาราไทรอยด์ออกไปด้วย และอาจตัดถูกประสาทกล่องเสียง (laryngeal nerve) ทำให้เสียงแหบ
การกินน้ำแร่ง่ายกว่า แต่โอกาสเกิดต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำได้สูงมาก

การปรับสมดุลยิน-หยาง โดยการบำรุงสารยินและระบายร้อน
การ ปรับสมดุลยิน-หยางนั้น เป็นการสร้างเงื่อนไขและปรับสภาพของเซลล์ไม่ให้แห้งและลดภาวะไฟที่กำเริบ เป็นการปรับพื้นฐานเพื่อให้เซลล์เข้าสู่ภาวะสมดุลของยิน-หยาง และเมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงด้วยยาแผนปัจจุบัน การลดขนาดของยา และหยุดยาต้านไทรอยด์มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

การใช้ยาต้านไทรอยด์
การ ใช้ยาต้านไทรอยด์ กล่าวได้ว่า เป็นการรักษาปรากฏการณ์ของฮอร์โมนไทรอยด์สูง จวื่อเปียว ส่วนการปรับยิน-หยางของเซลล์และระบบต่างๆ ของร่างกายไม่ให้แห้ง และไม่ให้เกิดไฟ รวมทั้งการขับความร้อนภายในเซลล์ เรียกว่า การรักษาธาตุแท้จวื่อเปิ่น

แผนปัจจุบันมักรักษาอาการรักษา ปรากฏการณ์ ใช้วิธีการลด ทำลาย เมื่อพบความผิดปกติที่จุดใดจุดหนึ่ง และอธิบายสาเหตุของความผิดปกติไม่ได้ มักจะลงเอยว่าเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ตัวเอง หรือออโตอิมมูน (autoimmune) เวลาแก้ปัญหาปฏิกิริยาภูมิแพ้ ก็ใช้ยาไปกดภูมิคุ้มกันอีก (ไม่ใช่วิธีการไปปรับระบบภูมิแพ้) ซึ่งสร้างปัญหาและผลข้างเคียงของการรักษาจากยาให้กับผู้ป่วยอีก

การศึกษาวิจัยภาวะไทรอยด์เป็นพิษและการรักษา

ปัจจุบันภาวะไทรอยด์เป็นพิษส่วนมากเมื่อวินิจฉัย ตามหลักการแยกภาวะโรคและร่างกาย หรือเปี้ยนเจิ้ง จัดเป็นภาวะยินพร่องไฟกำเริบ

ภาวะไฟกำเริบ

1. ไฟของตับ หงุดหงิด โมโหง่าย ปวดชายโครง ประจำเดือนผิดปกติ มือสั่น
2. ไฟของหัวใจ ใจสั่น นอนไม่หลับ ปลายลิ้นแดง
3. ไฟของกระเพาะอาหาร หิวเก่ง กินจุ ตัวผอมแห้ง

ภาวะยินพร่อง

1. ยินของหัวใจพร่อง ใจสั่น นอนไม่หลับ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
2. ยินของตับพร่อง เวียนศีรษะ ตาแห้ง หงุดหงิด อาการสั่น
3. ยินของไตพร่อง ร้อนฝ่ามือฝ่าเท้าและกลางหน้าอก หน้าแดง โดยเฉพาะหลังเที่ยง เอว เข่า เมื่อยอ่อนล้า ผมร่วง เสียงดังในหู

การรักษาทางคลินิก
1. เสริมบำรุงยิน ระบายร้อน
โดยวิธีการนี้ทำให้สามารถคุมระบบสมองใหญ่ ระบบต่อมใต้สมอง ระบบต่อมหมวกไต และมีผลต่อการควบคุมต่อมไทรอยด์ได้ดีขึ้น
2. เสริมพลังชี่ บำรุงยิน เป็นวิธีการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเซลล์แมกโครฟาจ (macrophage) และปรับสมดุลของสารน้ำในเซลล์ควบคู่กันไป

สรุป
ทฤษฎียิน-หยางของแพทย์จีน มุ่งเน้นการแยกแยะ สรรพสิ่งเป็น 2 ด้านเสมอ
สิ่งก่อโรค (เสียชี่ ) กับ ภูมิร่างกาย (เจิ้งชี่ )
อาการของโรค กับ เหตุแห่งโรค
ร่างกายภายนอก กับ อวัยวะภายใน
โรคใหม่ที่เพิ่งปรากฏ กับ โรคที่เป็นอยู่ก่อน

สิ่งก่อโรค อาการของโรค สิ่งปรากฏภายนอกร่างกาย โรคที่เพิ่งปรากฏให้เห็น จัดเป็นปรากฏการณ์ บางทีเรียกว่า ปลายเหตุ

ภูมิร่างกาย เหตุแห่งโรค โรคอวัยวะภายใน โรคที่เป็นอยู่ก่อน จัดเป็นธาตุแท้ บางทีเรียกว่า ต้นเหตุ
การ รักษาโรคด้วยทัศนะแพทย์แผนปัจจุบัน มักจับเอาปรากฏการณ์เฉพาะส่วนมาวินิจฉัย ว่าเป็นโรคอะไร แล้วให้การรักษา ซึ่งจะได้ผลดีเฉพาะส่วน แต่ไม่ได้แก้ธาตุแท้และองค์รวมของปัญหาทั้งหมด การรักษาจึงมักเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อระบบต่างๆ

การ รักษาโรคด้วยทัศนะแพทย์แผนจีน มักเน้นการปรับสมดุลพื้นฐานของร่างกาย เป็นการสร้างเงื่อนไข ไม่ให้เกิดโรคหรือทำให้โรคถูกควบคุมด้วยภาวะเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการรักษาที่ธาตุแท้ และมีลักษณะองค์รวม ร่วมกับการรักษาอาการ

การ แพทย์ในเชิงบูรณาการคือการแก้ปัญหาทั้งปรากฏการณ์ที่พบ ที่การปรับสมดุลพื้นฐานของร่างกาย ซึ่งเป็นธาตุแท้ของการเกิดโรค โดยเลือกเอาข้อดีข้อเด่นของแต่ละศาสตร์มาร่วมกัน จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงและป้องกันจุดอ่อนของความโน้มเอียงการรักษา ทางการแพทย์ที่สุดขั้ว

ขอขอบคุณ บทความดีๆ จาก http://www.doctor.or.th/node/5710

อาลักษณ์ ๒๐๐๙


“เดินสู่อิสรภาพ”

Keep Reading ...

untitled nokbook-1232014379-222-123-159-1191

สวัสดีค่ะ วันนี้ Maki จะมาแนะนำหนังสือที่น่าอ่านและน่าสนใจมากๆอีกหนึ่งเล่มที่ไม่ควรพลาดค่ะ ซึ่งผู้แต่งทำให้ Maki และเชื่อว่าคงเป็นผู้อ่านอีกหลายท่านทึ่งและประทับใจกับประสบการณ์ที่ถ่ายทอดเรียงร้อยผ่านหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ”ได้อย่างงดงาม อย่างไม่คิดว่าจะมีบุคคลเช่นนี้ในโลกนี้ โดยเนื้อเรื่องของหนังสือ นั้นบอกเล่าถึงการเดินทางด้วยเท้าและเรื่องราวระหว่างทางที่ได้พบเจอตั้งแต่เริ่มออกเดิน ทางจากเชียงใหม่ จนถึงเกาะสมุย ซึ่งเป็นบ้านเกิด บนเส้นทางที่ได้ก้าวเดินได้สอดแทรกความคิดในเชิงปรัชญาชีวิต มิตรภาพที่ได้พบเจอ โดยมีวัตถุประสงค์ของการเดินทางด้วยเท้าคือ ต้องการให้การเดินทางเป็นไปอย่างช้าๆ เพื่อเก็บรายละเอียดระหว่างทางให้มากที่สุด ในขณะที่การเดินทางด้วยความเร็วของยานพาหนะไม่สามารถทำได้ ภายใต้เงื่อนไข ของการเดินทางคือ

1) ไม่ถือเงินติดตัว เพราะการมีเงินทำให้ค่าและอำนาจของเงิน บดบัง ปกปิดคุณค่าและอำนาจของมนุษยธรรม ที่มีอยู่ในตัวเองและเพื่อนมนุษย์ที่ผ่านพบ

2) ไม่เดินไปหาคนรู้จัก ทั้งนี้ก็เพราะการรู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างมิตรภาพใหม่

3) การไม่มีการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ไม่ว่าจะเดินทางถึงที่ไหนเมือไหร่ เนื่องจากต้องการเข้าไปสู่ความไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนี่แหละคือบทเรียนอันประเสริฐที่ปรารถนาจะเรียนรู้

4) ไม่เรียกร้องโอดครวญให้เพื่อนมนุษย์เห็นใจสงสาร เพราะการทำเช่นนั้น อาจจะเป็นการบีบคั้นให้เพื่อนมนุษย์ต้องให้ความช่วยเหลือ โดยที่เขาอาจจะไม่มีความสุขกับการช่วยเหลือ

5) ไม่ทำในสิ่งที่ พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกิดจากอำนาจของความโลภ ความโกรธ และความหลงที่มีอยู่ภายในจิตของตนเอง

หวังว่าเรื่องดีๆ ที่นำมาแบ่งปันกันในเทศกาลความรักที่จะมาถึงนี้ คงจะทำให้ผู้อ่านได้มีความสุข ได้สาระข้อคิด และอาจจะไปหาหนังสือมาอ่านด้วยความสุขใจ ซึ่งทำให้เห็นได้ว่าความรักนั้นมีได้หลายรูปแบบ รวมไปถึงการแบ่งปันความรักให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ขอให้อ่านหนังสือให้มีความสุขค่ะ สุขสันต์เทศกาลแห่งความรักค่ะ

=Maki=

Hot Trend 2010 : 10 เทรนด์ฮิตปี 2010

Keep Reading ...

touchscreenqr_code

วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง อินๆ ไม่มีเอาท์ ที่ชาว Keen Translation อย่างเราควรรู้ไว้จะได้ไม่ตกเทรนด์กันนะคะ มาดูกันดีกว่าค่ะว่าใครอินอะไร อย่างไหนกันบ้าง

Black Berry

ด้วยกระแส social network ที่ฮิตติดลมบน การเปิดตัว black berry รุ่นใหม่จึงทำให้เป็นที่ติดตลาดในระดับแมสได้อย่างไม่ยากเย็นนัก จนเกิดศัพท์ระบาดระหว่างหมู่คนทั่วไปในปัจจุบันแทนคำว่าส่งข้อความว่า “bb” ด้วยการเปิดตัวbb รุ่นใหม่ที่มีราคาเพียงหมื่นต้นๆ ทำให้เข้าสู่กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงนต้นๆได้อย่างงดงาม

3 D ไม่มีเฉพาะโรงภาพยนตร์อีกต่อไป

ถึงแม้คำว่า 3D จะเป็นเทคโนโลยีที่เราได้ยินกันมานานแสนนาน ในบทบาทของจอภาพยนตร์แต่มาในปีนี้ได้เข้ามามีบทบาทอย่างเต็มรูปแบบจากการเปิดตัวกล้อง 3 Dตัวแรกที่สามารถถ่ายภาพ 3D ที่สามารถดูได้ด้วยตาเปล่าของฟูจิ รวมไปถึงโน้ตบุคระบบ 3Dอีกด้วย

แอนดรอยด์

ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ถือเป็นระบบปฎิบัติการใหม่ที่ได้รับความสนใจจากผู้ติดตามข่าวสารไอทีอย่างต่อเนื่อง จากการเป็นเทคโนโลยีเปิด ใช้งานง่าย มีลูกเล่นที่หลากหลายและสามารถให้นักพัฒนาระบบทำงานไปเป็นแอพลิเคชั่นอื่นๆได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทำให้ระบบปฎิบัติการนี้ได้หยิบยกมาโปรโมทกับผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่องผ่าน smart phone รุ่นต่างๆ

Touch Screen

จากระบบการใช้งานง่าย และสะดวกรวดเร็วในการสั่งใช้งาน เทคโนโลยี ดังจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ออกสู่ตลาดในระดับมิดถึงไฮเอนด์อย่างต่อเนื่อง

ยุคของ 7

กระแสของการโปรโมท window 7 รวมไปถึง อินเทล i7 คงจะปฎิเสธไม่ได้ถึงความแรงอีกตัวที่จะกลายเป็นกระแสที่น่าจับตาอีกตัวของปีนี้อย่างแน่นอน

Smart Phone

เมื่อเปอร์เซ็นต์การมีมือถือต่อประชากรไทยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ การซื้อมือถือใหม่เพื่อทดแทนเครื่องเดิมของผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงเน้นเครื่องที่มีฟีเจอร์และฟังก์ชั่นการทำงานที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่ารุ่นเดิมที่เคยใช้อยู่เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นตามยุคสมัยประกอบกับราคาของ smart phone ที่มีราคาต่ำลง

QR Code หยิบมือถือมาสแกนคอนเท้นท์กัน

QR Code บาร์โค้ดหน้าตาแปลกๆ ที่ปรากฏอยู่ในสื่อต่างๆ อย่างหนังสือแจกฟรี หรือแผ่นพับโปรโมทสินค้าได้กลายมาเป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปีนี้ จากการที่มือถือรุ่นต่างๆในระดับมิดถึงไฮเอนด์สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมอ่านโค้ดเข้าไว้ในตัวเครื่องได้และจำนวนบาร์โค้ดที่รองรับเทคโนโลยีนี้ก็มีมากขึ้นตามมาด้วย นอกจากนี้สาเหตุหนึ่งที่ให้เทคโนโลยีนี้เติบโตยังมาจากการที่ทรูได้ร่วมมือกับบริษัทมีเดียซีคประเทศญี่ปุ่น ผู้ครองส่วนแบ่งตลาด QR Code ในประเทศญี่ปุ่น 80 % ร่วมกันผลักดันเทคโนโลยีให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

Micro Four Third

ด้วยคุณสมบัติของ Micro Four Third ที่สามารถพัฒนากล้อง DSLR ให้มีขนาดเล็ก พกพาได้สะดวกสบายและได้คุณภาพงานถ่ายไม่แพ้กล้องรุ่นใหญ่ๆในปัจจุบัน ทำให้ผู้ตัดสินใจซื้อกล้องคอมแพคเป็นตัวแรกที่ไม่จำกัดงบประมาณในกระเป๋าหรือผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแต่ไม่ต้องการพกพากล้องขนาดใหญ่เดินทางไปด้วยเสมอ เลือก Micro Four Third เป็นคำตอบในการใช้งาน

Digital Content

Digital Content ได้กลายเป็นกระแสหนึ่งที่เข้ามารองรับ Internet ที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้มากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากผู้ผลิตคอนเท้นท์ในแบบเดิมๆ ให้ความสนใจในการพัฒนาคอนเท้นท์ให้อยู่ในรูปดิจิตอลเพื่อจำหน่ายสู่กลุ่มเป้าหมายในวงกว้างในราคาที่ผู้บริโภครองรับได้มากขึ้น

Social network บนมือถือ

คงปฎิเสธไม่ได้ว่า social network ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนยุคใหม่และการเข้าถึง social network ผ่านมือถือได้ กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องปีที่ผ่านมา เพื่อโพสต์ข้อความ ถ่ายรูปอัพเดทเรื่องราวที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน และคอมเม้นท์กับเพื่อนร่วมสังคมอย่างทันท่วงที

ขอบคุณบทความดีๆ จาก นิตยสาร Marketeer

-Maki-

“แท็กซี่สุนัข” บริการรับส่งเฉพาะ “น้องหมา” !!

Keep Reading ...

pukpui_taxi

ขณะ ที่การจราจรกำลังเคลื่อนตัวอย่างสะดวก หญิงวัยกลางคนค่อยๆ จูงสุนัขขนาดกลางตัวโปรดออกมาริมถนน แล้วโบกมือเรียกแท็กซี่เพื่อเดินทางไปพร้อมกัน แต่แท็กซี่คันแล้วคันเล่าได้เพียงขับผ่านมา แล้วก็ผ่านไป…

นั่นเป็นภาพที่พบเห็นได้บ่อยครั้งตามท้องถนน แต่จะกล่าวโทษแท็กซี่ก็คงไม่ได้ เพราะคงไม่คุ้มแน่หากสิ่งที่ผู้โดยสารทิ้งไว้ให้คือ ขนที่ติดอยู่ตามเบาะ คราบน้ำลาย หรือแม้แต่สิ่งขับถ่ายและกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ต้องนำรถไปล้างไปเช็ดเสียเวลาทำมาหากิน

แต่ผู้ที่ลำบากใจและกายไม่แพ้กันก็คือเจ้าของสุนัข จะเดินทางไปไหนกับน้องหมาแต่ละทีต้องถอนหายใจ โดยเฉพาะเวลาที่น้องหมาป่วย การเคลื่อนย้ายพาสุนัขไปรักษาจะเหนื่อยหนักมากกว่าเดิม เพราะสุนัขป่วยมักไม่อาบน้ำ บางตัวอาการหนักไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หากเจ้าของรายใดไม่มีรถส่วนตัวหรือไม่สะดวกนำรถยนต์ไปเองจึงเป็นเรื่องที่ ลำบากยิ่ง

ประสบการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วกับ คุณธิติพันธ์ รักชาติ หรือ คุณธน ชายวัยสี่สิบเศษซึ่งเคยพาสุนัขพันธุ์ไทยที่เลี้ยงไว้มารักษาที่โรงพยาบาล สัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ย่านบางเขน แต่พอขากลับ เขาต้องรออยู่นานกว่าจะสามารถเรียกรถแท็กซี่กลับบ้านพร้อมน้องหมาที่กำลัง อิดโรยได้ ครั้งนั้นทำให้คุณธนคิดไปตามประสาคนรักสัตว์ว่า หากมีรถที่บริการรับส่งสำหรับสุนัขโดยเฉพาะก็คงดี

แต่ไม่ใช่แค่คิด เขาได้ตัดสินใจเปิดบริการสำหรับน้องหมา “แท็กซี่สุนัข” เอาใจคนรักสัตว์โดยเฉพาะโอกาสสู่บริการ

แปลงรถช่วยหมาป่วย

ก่อนจะเกิดเป็นบริการอย่างเป็นรูปเป็นร่างได้ คุณธน เล่าถึงที่มาดังกล่าวว่า ช่วงที่เจอปัญหาไม่มีรถรับตนกับสุนัขตอนนั้นเป็นช่วงที่กำลังว่างงานไม่มี อะไรทำ จึงคิดว่าเงินทุนที่มีอยู่จำนวนหนึ่งน่าจะนำมาลงทุนซื้อรถเป็นแท็กซี่บริการ รับส่งสัตว์ได้ จึงลองเข้าปรึกษากับทางโรงพยาบาลสัตว์ มก. ถึงความเป็นไปได้ ปรากฏว่าโอกาสเหมาะเพราะเป็นจังหวะเดียวกับที่ มก. จะสร้าง อาคาร เว็ท เพลส ขึ้นเพื่อเป็นอาคารสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงครบวงจร เขาจึงเลือกห้อง 19 ของอาคารดังกล่าวเป็นสำนักงานและจดทะเบียนเป็น ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพ็ท ทรานสปอร์ต เปิดบริการรับส่งสัตว์เลี้ยงมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548

การให้บริการใช้พาหนะสำคัญ คือรถแวน 5 ประตู เพิ่มเติมเล็กน้อยโดยใช้ผ้ายางรองพื้นในส่วนท้าย และคลุมเบาะหลังเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้ายและทำความสะอาด เน้นบริการรับส่งสัตว์เลี้ยงที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ มก. เป็นหลัก

ตอนแรกคิดว่าจะทำแค่ 1-2 คัน แต่พอทำไปปรากฏว่าไม่พอ ไม่ทันใจลูกค้า เลยต้องเพิ่มมาเป็น 5 คัน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่พอ เพราะสัตว์ที่เข้ามารักษาที่นี่เฉลี่ยแล้ว 200-300 ราย แต่ที่ผมสามารถวิ่งรับส่งได้ต่อวันประมาณ 50 ราย เท่านั้นเอง ทั้งใกล้ไกล ซึ่งนับว่าเป็นส่วนน้อยมาก”

เจ้าของความคิดยังกล่าวเสริมต่อว่า ลูกค้าประมาณ 80% เป็นสุนัขป่วย เช่น มีบาดแผล เป็นโรคต่างๆ พิการ ส่วนที่เหลือเป็นสุนัขทำหมัน และฉีดวัคซีน และเจ้าของส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง

เมือสอบถามไปที่หญิงวัย 60 เศษ เจ้าของสุนัขพันธุ์ผสมที่กำลังรอใช้บริการของคุณธนหน้าโรงพยาบาล ก็ได้ความเห็นแบบเดียวกันว่า

หารถมาไม่ค่อยได้ รถที่บ้านลูกหลานก็ต้องใช้ไปทำงาน แต่จะไม่พามาหาหมอก็ไม่ได้ สงสารเค้า” เธอตอบพลางใช้มือลูบหัวสุนัขตัวโปรดวัย 13 ปี ที่ป่วยเป็นโรคชราและอัมพาตทั้งตัว ซึ่งกำลังนอนส่งสายตาอยู่บนรถเข็นข้างๆ กาย

ระบบเหมาไม่รุ่ง

ติดตั้งแก๊สพร้อมมิเตอร์

ปัจจุบันโรงพยาบาลสัตว์บางแห่ง มีบริการรับส่งสัตว์ป่วยเฉพาะลูกค้าเช่นกัน แต่มักคิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายซึ่งมีราคาสูง แต่เมื่อบริการนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น “แท็กซี่สุนัข” จะให้เหมือนได้อย่างไร รถทุกคันของคุณธนจึงติดตั้งระบบมิเตอร์ และเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันเป็นระบบแก๊ส LPG เช่นเดียวกับแท็กซี่ทั่วไปสมชื่อ

แรกๆ ผมคิดแบบเหมาจ่ายเหมือนกันนะ แต่พบว่าบางครั้งแพงเกินไป และบางครั้งก็ไม่คุ้มเพราะไม่สามารถรู้ได้ก่อนว่าจุดส่งอยู่จุดไหนแน่ เช่น ลูกค้าบอกว่าอยู่รามอินทรา แต่จริงๆ แล้วต้องเข้าซอยไปลึกถึง 6-7 กิโลเมตร เลยเกิดความคิดที่ว่าควรจะทำแบบกดมิเตอร์เหมือนกับแท็กซี่ ลงทุนค่าติดตั้งมิเตอร์ประมาณคันละ 2,500 บาท แล้วก็หันมาใช้แบบระบบแก๊สค่าติดตั้งประมาณ 16,000 บาท เพราะถ้าใช้น้ำมันคงไม่ไหว” เขาอธิบาย

การคิดค่าบริการจึงเริ่มต้นเมื่อรถออกสตาร์ตที่ต้นทาง 35 บาท สิ้นสุดปลายทางคิดค่าบริการตามมิเตอร์ ราคานี้สำหรับการส่งสุนัขจากโรงพยาบาลสัตว์ ที่มีหนักตัวไม่เกิน 20 กิโลกรัม แต่หากเป็นเที่ยวรับจากบ้านลูกค้ามายังโรงพยาบาลหรือที่อื่นๆ บวกค่าบริการเพิ่ม 20 บาท

ส่วนสุนัขที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่า 20 กิโลกรัม คิดค่าบริการตามมิเตอร์บวกเพิ่ม 40 บาท ทั้งเที่ยวรับและส่ง ส่วนต่างที่เก็บเพิ่มนั้นเพื่อใช้เป็นทุนในการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดรถ

กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มีรถส่วนตัวนะครับ แต่มักจะกังวลเรื่องปัญหาที่ว่ารถจะมีกลิ่น ถ้าเป็นผมเองถึงมีรถก็ไม่มาเองหรอกครับ อย่างผมมีหมาไทยตัวหนึ่ง น้ำหนักไม่ถึง 20 กิโลกรัม จะไปสะพานใหม่ราคามิเตอร์ก็จะอยู่ราว 60 บาท แต่หากเอารถยนต์มาเอง ต้องไปเสียค่าล้างเท่าไหร่ หรือต้องทนอยู่กับกลิ่นเป็นอาทิตย์ๆ มันไม่คุ้ม ยิ่งถ้าเป็นหมาป่วย บางตัวไม่สามารถเดินได้ ต้องอุ้มขึ้นรถ ซึ่งรถยนต์ทั่วไปประตูกางออกได้แค่ 45% ไม่ใช่ 90% เหมือนรถแวน ก็ถือว่าเป็นเรื่องลำบากทุลักทุเล และทรมานสัตว์ด้วย” คุณธน อธิบายถึงความต่างในการใช้บริการแท็กซี่สุนัขกับรถยนต์ส่วนตัว

ความสะอาดสำคัญ

มองเครือข่ายหวังกระจายบริการ

นอกจากทักษะในการขับรถและความเชี่ยวชาญด้านเส้นทางแล้ว คุณธน บอกว่า ในการประกอบอาชีพนี้ควรมีความรักสัตว์รวมอยู่ด้วย เพราะต้องวนเวียนอยู่กับสุนัข บ่อยครั้งที่ต้องช่วยลูกค้าอุ้มสุนัขขึ้นลง แต่พนักงานทุกคนจะมีถุงมือสวมใส่เพื่อป้องกันตัวเอง

และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ เรื่องความสะอาด หลังจากส่งผู้โดยสารเสร็จสิ้นแล้ว ต้องเปิดกระจกเพื่อระบายอากาศตอนขากลับ และก่อนรับลูกค้ารายต่อไป ต้องเช็ดทำความสะอาดทุกครั้ง ล้างและฆ่าเชื้อเป็นประจำอย่างน้อย 3-4 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เพราะหากรถเกิดกลิ่นหมักหมม นอกจากจะทำให้ลูกค้ารังเกียจแล้ว อาจส่งผลให้สุนัขไม่ยอมขึ้นรถด้วย

แท็กซี่สุนัขให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-19.00 น. ทุกวัน แต่บ่อยครั้งที่ต้องวิ่งให้บริการถึงเวลา 22.00-23.00 น. เนื่องจากมีลูกค้าสนใจใช้บริการมาก บางรายอยู่ต่างจังหวัดก็มี เช่น นครปฐม สระบุรี แต่คุณธน บอกว่า ยังไม่มีแผนเพิ่มรถเนื่องจากต้องลงทุนสูง ทุกวันนี้รายรับจากการให้บริการวันละ 800-1,000 บาท ต่อคัน (ยังไม่หักต้นทุน) ก็นับว่าเป็นระดับที่ตนพอใจแล้ว

ผมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ไม่มีเงินทุนทำอะไรใหญ่เกินตัว แต่ลูกค้าที่มาใช้บริการไม่ได้อยู่เฉพาะย่านบางเขน ม.เกษตรฯ แถวนี้ แต่มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งบางทีผมก็ไม่สามารถให้บริการเขาได้หรอกครับ”

เจ้าของแท็กซี่สุนัขเผย พร้อมแนะนำต่อว่า หากย่านอื่นๆ ที่ยังขาดบริการ ใครสนใจทำแบบเดียวกันนี้ก็สามารถทำได้ แต่ควรมีรถของตัวเองอยู่แล้ว ไม่แนะนำให้ลงทุนออกใหม่โดยเฉพาะ หรือผู้ใดที่มีรถอยู่แล้วและอยู่ในย่านอื่นๆ สามารถเข้ามาร่วมธุรกิจเป็นสายรถให้กันก็ได้ คุณธนจะเป็นเสมือนศูนย์กลางแจ้งหาลูกค้าให้ตามข้อตกลง

ทุกวันนี้นอกจากภรรยาและลูกๆ ของคุณธน จะเป็นแรงใจสำคัญในการทำงานแล้ว เขายังมีกำลังใจรายวันจากลูกค้าที่มาใช้บริการอีกด้วย

ลูกค้าจะบอกตลอดว่างานนี้เป็นงานที่ช่วยบริการสังคมได้ดีมาก ยิ่งคนแก่จะบอกผมตลอดว่าทำอย่างนี้ดีนะ ได้บุญนะ ได้มาช่วยสัตว์ ขอให้เจริญรุ่งเรือง ผมพูดจากใจจริงเลยว่าคำพูดเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกดีมากเลย เป็นกำลังใจในการทำงานของผม” คุณธน ผู้ริเริ่มแท็กซี่สุนัข กล่าวทิ้งท้าย

ใครสนใจบริการสำหรับน้องหมาแบบนี้ ติดต่อได้ที่ ห.จ.ก. เพ็ท ทรานสปอร์ต อาคาร เว็ท เพลส ห้องที่ 19 ข้างโรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทร. (02) 561-4725 หรือ (09) 452-7535

อาชีพแปลกใหม่ ไม่ซ้ำใครอย่างนี้ นอกจากได้งาน ได้เงินแล้ว ยังได้บุญอีกด้วย !!

Special Thanks to : เวบนิตยสาร เส้นทางเศรษฐี

=Maki=

เกร็ดสังคมและวัฒนธรรมที่ควรรู้ของสเปน

Keep Reading ...

เกร็ดสังคมและวัฒนธรรมที่ควรรู้ของสเปน

Contributed by สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด

Friday, 05 August 2005


วัฒนธรรมทั่วไป

คนสเปนมีนิสัยรักพวกพ้องเครือญาติ สนุกสนาน ชอบพูดคุย ชอบทานอาหารและดื่มเหล้านอกบ้าน (ถ้ามีเงินพอ) คนที่ทำงานแล้วและยังไม่มีครอบครัวมักจะอยู่กินดื่มนอกบ้านในคืนวันศุกร์และ เสาร์ จนถึงเช้าวันใหม่ ปัจจุบันการอยู่ร่วมกันก่อนแต่งงานถือเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ชายมีลักษณะเจ้าชู้และมักมีความสัมพันธ์นอกสมรส ซึ่งเป็นลักษณะที่ขัดแย้งกับการแสดงตนเป็นผู้เคร่งครัดในศาสนา อย่างไรก็ดี จำนวนชาวแคธอลิกที่ปฏิบัติศาสนกิจเป็นประจำก็ได้ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ

ชาว สเปนจะไม่ค่อยรีบร้อน ทำอะไรตามสบายและไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องเวลา คำว่า ช่วงบ่าย ของคนสเปน ส่วนใหญ่จะหมายถึงตั้งแต่ 16.00 น.เป็นต้นไป และอาจล่วงเลยไปจนถึงตอนค่ำ ช่วงเวลาการทำงานของคนสเปน และเวลาเปิดทำการของร้านค้า คือ 10.00 – 14.00 น. และ 16.00 – 20.00 น. โดยรับประทานอาหารกลางวันตอน 14.00 น. และอาหารค่ำตอน 21.00 น.

อาหาร ประจำชาติสเปนได้แก่ ข้าวผัดสเปน หรือ Paella ซึ่งมีวิธีปรุงหลากหลาย และทานได้ทั้งในมื้อกลางวันและเย็น โดยถือว่าเป็น pasta อย่างหนึ่ง ส่วนอาหารเช้าที่มีชื่อเสียงคือ Porras (คล้ายปาท่องโก๋) และ Churros (แป้งเส้นกลมใหญ่ทอดเป็นวง) สำหรับอาหารว่างได้แก่ Tapas (อาหารจิ้ม) ซึ่งมีหลายรูปแบบ และทานแกล้มกับเครื่องดื่มในบาร์

การสู้วัวกระทิง

การสู้วัวกระทิงมีมานานแล้วใน ประวัติศาสตร์สเปน เมื่อประมาณ 600 ปีก่อน ตระกูลชั้นสูงของสเปนจะมีหน้าที่ผสมพันธุ์วัว และนำมาสู้ต่อหน้ากษัตริย์และขุนนาง ชายคนแรกที่ทำให้การสู้วัวเป็นอาชีพขึ้นมาคือ Francisco Romero เมื่อกลางศตวรรษที่ 18 แต่ผู้ที่ถือว่าเป็นบิดาแห่งการสู้วัวสมัยใหม่คือ Pedro Romero หลานชาย ในทศวรรษ 1830 ซึ่งได้ก่อตั้งโรงเรียนสู้วัวกระทิงขึ้นอย่างเป็นระบบ

การ สู้วัวกระทิงอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 มีนาคม – 12 ตุลาคม ของทุกปี โดยถือว่าเป็นศิลปะที่นำเอา สีสัน อันตราย ประเพณี ความงาม ความกล้า เลือด และความตื่นเต้นเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีเสียงคัดค้านและขอให้ยกเลิกกีฬานี้จากผู้ที่เมตตาสัตว์มากขึ้น

ระบำฟลามิงโก

ฟลา มิงโกมีกำเนิดจากนิทานพื้นบ้านของสเปนใต้ แล้วพัฒนาเป็นศิลปะที่มีรูปแบบซับซ้อน ทั้งเพลง ดนตรี และการเต้นรำ โดยเมื่อแรกอยู่ในหมู่คนยากไร้ในสังคม ความเป็นมาของระบำฟลามิงโกกล่าวกันหลายแบบ บ้างว่ามาจากชาวตาร์เตสซาน ที่อพยพมาจากแอฟริกา เมื่อ 400-600 ปีก่อนคริสตกาล บ้างก็ว่าพัฒนามาจากระบำยิปซี โดยผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นของสเปนเองโดยเฉพาะในแถบอันดาลูเซีย แต่ประการหลังน่าจะมีความน่าเชื่อถือกว่า ในทศวรรษ 1760 ฟลามิงโก เริ่มเป็นที่รู้จักในแถบกาดิซ เฆเรซ และเซบิญา และในต้นศตวรรษที่ 19 ระบำฟลามิงโกก็เข้าสู่โรงละครและผ่านไปสู่สถาบันการเต้นรำ ปัจจุบัน สามารถชมการแสดงระบำฟลามิงโกได้ตามภัตตาคารที่มีการแสดงนี้

การเผยแพร่วัฒนธรรมของสเปน

เนื่อง จากสเปนเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งทางศิลปวัฒนธรรม และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก รวมทั้งการที่สเปนเคยเป็นเจ้าอาณานิคม ดังนั้น สเปนจึงมีความสนใจที่จะทำการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับประเทศที่เคย เป็นอาณานิคม หรือประเทศที่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาหลัก เช่น ประเทศในลาตินอเมริกา และฟิลิปปินส์ เป็นต้น นอกจากนี้ คนสเปนยังเป็นผู้ที่ยึดมั่นและภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของประเทศตนในอดีตมาก ดังนั้น การติดต่อราชการ ธุรกิจการค้า และการศึกษาในระดับต่าง ๆ ในสเปน จึงยังคงต้องใช้ภาษาสเปนเป็นหลัก แม้ว่าจะมีการเพิ่มหลักสูตรสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนต่าง ๆ กันบ้างแล้วก็ตาม การศึกษา

รัฐบาลสเปนรับภาระด้านการศึกษาสำหรับโรงเรียน ของรัฐจนถึงมัธยมปลาย 1ใน 3 ของนักเรียนมักเรียนในโรงเรียนของวัดแคธอลิก ซึ่งรัฐให้เงินอุดหนุนบ้าง การเรียนในมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องสอบเข้า ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยจะจัดสอบเอง มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีได้แก่ มหาวิทยาลัย Complutense มหาวิทยาลัย Autonoma และมหาวิทยาลัย Carlos III ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ในกรุงมาดริด

การท่องเที่ยว

สเปนให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการ ท่องเที่ยวของตนมาก เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้หลักให้กับประเทศ ถึงปีละ 12% ของ GNP และสร้างงานได้ถึงร้อยละ 11 ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนสเปนปีละกว่า 52 ล้านคน อย่างไรก็ดี คาดว่าตลาดการท่องเที่ยวของสเปนกำลังจะถึงจุดอิ่มตัว และจะต้องแข่งขันกับตลาดท่องเที่ยวแห่งใหม่ ๆ ที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าที่กำลังเกิดขึ้น ได้แก่ ตุรกี และยุโรปตะวันออก นอกจากนั้น สเปนยังประสบกับปัญหาเกี่ยวกับการก่อการร้ายอีกด้วย

สิทธิมนุษยชน

สเปนพยายามแสดงออกถึงการให้ความสำคัญ ต่อสิทธิมนุษยชน เพื่อแสดงออกถึงภาพพจน์ที่ดีของตน โดยพยายามกล่าวย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า ความสัมพันธ์กับประเทศใด ๆ ก็ตาม จะต้องนำประเด็นในเรื่องของปัญหาสิทธิมนุษยชนมาประกอบการพิจารณาด้วย นอกจากนี้ สเปนยังมีนโยบายที่จะไม่ทำการติดต่อทางการค้ากับประเทศที่มีการใช้แรง งานอย่างทารุณและริดรอนสิทธิเสรีภาพของชนกลุ่มน้อย และย้ำว่า สเปนพร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับทุกองค์การทั้งในสหภาพยุโรป และในองค์การสหประชาชาติ ในการปฏิบัติการเพื่อพิทักษ์สิทธิมนุษยชน มีชาวสเปนจำนวนไม่น้อยที่เป็นสมาชิกองค์การเพื่อสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับ ประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งมักจะช่วยกันส่งจดหมายแสดงความห่วงใยในกรณีด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ในประเทศไทยมาที่สถานเอกอัครราชทูต ฯ บ่อย ๆ

การต่อต้านการค้ายาเสพติด

สเปนให้ความสำคัญกับ ปัญหายาเสพติด โดยเห็นว่าเป็นปัญหาที่ทุกประเทศควรรับผิดชอบร่วมกัน โดยสเปนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ในการปราบ ปรามยาเสพติด ทั้งความร่วมมือทางการศาลและควบคุมการฟอกเงินจากการค้ายาเสพติดให้มีความ เข้มงวดยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สเปนตระหนักดีว่า ยาเสพติดจำนวนมากที่ถูกนำมาขายในยุโรปตะวันตกมาจากประเทศในแถบลาตินอเมริกา และแอฟริกาเหนือ โดยเฉพาะโคลัมเบียและโมรอกโก โดยถูกส่งผ่านทางสเปน และเป็นที่รู้กันว่า นอกจากเจ้าพ่อยาเสพติดในสเปนแล้ว ในประเทศอื่น ๆ เช่น อิตาลีและรัสเซียก็มีการลักลอบค้ายาเสพติดด้วยเช่นกัน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหายาเสพติดนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน

ขอขอบคุณ บทความดีๆ จาก http://news.thaieurope.net

อาลักษณ์   ๒๐๐๙